หนึ่งชีวิตนี้ มีเพื่อการศึกษาพุทธปัญญา

โดยบุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ (ครูอ้อน)
ผู้อำนวยการโรงเรียนทอสี
กรุงเทพมหานคร

กว่า ๒๕ ปีที่ข้าพเจ้าได้ทำงานด้านการศึกษา โดยเริ่มต้นจากระดับอนุบาล ด้วย ความ ตั้งใจที่จะให้เป็นโรงเรียนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างความสุข เบิกบาน เป็นธรรมชาติ มีความหมายและมีประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง

เพราะตลอดเวลาที่ตนเองเป็นนักเรียน รู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องยาก ไม่สนุก แต่เพราะอยากได้คะแนนดี อยากทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ จึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก เมื่อมีโอกาสมาทำโรงเรียนเอง จึงบอกกับตัวเองว่า เราต้องทำการเรียนการสอนไม่ให้น่าเบื่อ ให้เด็กได้ลงมือทำ เป็นการสอนแบบ Active learning เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ ไม่ใช่การสอนแบบท่องจำเพื่อไปสอบแล้วลืม เพราะตัวข้าพเจ้าเองเมื่อเป็นนักเรียนก็จำอะไรแทบไม่ได้เลยหลังการสอบ

ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าตั้งใจจะเปิดชั้นเรียนระดับประถม แต่ไม่มีความรู้เรื่องประถมเลย ในขณะนั้น จึงได้เชิญเหล่าคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนต่อในระดับประถมและเพื่อนๆที่สนใจด้านการศึกษา มาช่วยกันแสดงทัศนะว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ นั้นควรเป็นอย่างไร ในวันนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย พร้อมกับที่โลกทัศน์ในการทำการศึกษาของข้าพเจ้าก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อพระอาจารย์ชยสาโรได้เมตตาอธิบายให้พวกเราทุกคนฟังว่า หลักการพัฒนามนุษย์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ คือ หลักการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์ที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกนี้

แม้ว่าข้าพเจ้าจะเติบโตมาในครอบครัวชาวพุทธ แต่ก็เป็นพุทธเพียงในนามเท่านั้น เพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องพุทธศาสนามีน้อยมาก คือแทบจะเป็นศูนย์ สิ่งที่รู้ก็รู้ตามตัวอักษร ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตได้เลย ข้าพเจ้าจึงเริ่มต้นศึกษาหนังสือของครูบาอาจารย์หลายองค์และหลายท่านอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจว่า การศึกษาที่แท้จริงนั้นควรเป็นเช่นไรและควรทำอย่างไร

ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่า การจัดการศึกษาที่ถูกต้องนั้น ควรต้องเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง มากกว่าที่จะเอาวิชาเป็นตัวตั้ง และชีวิตที่เป็นตัวตั้งนั้นต้องเป็นชีวิตที่ดีงามด้วย ซึ่งการศึกษาพุทธปัญญาสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้อย่างดีและสมบูรณ์ที่สุด เพราะ เป็นการจัดการศึกษาที่เป็นระบบองค์รวม คือ มีการพัฒนาทั้งด้านนอกและด้านในของชีวิต เป็นการพัฒนาที่สร้างความสมดุลให้ชีวิต
นอกจากนี้การเรียนรู้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากตำราในห้องเรียนที่โรงเรียนเท่านั้น หากสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โรงเรียนทอสีจึงมีบทเรียนที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิต ที่เรียกว่า วิชาชีวิต เป็นบทเรียนนอกตำราที่อยู่ใกล้ตัว มีชีวิตชีวา มีคุณค่าและมีความหมายยิ่ง มีความเป็นธรรมชาติอย่างที่สุดต่อผู้เรียน ตามหลักการที่ว่า “ชีวิตคือการศึกษา และการศึกษาคือชีวิต” ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ข้าพเจ้าทำการศึกษาวิถีพุทธปัญญา ข้าพเจ้าใคร่ขอนำเสนอหลักที่เห็นว่าได้ประโยชน์โดยตรงจากการทำการศึกษาพุทธปัญญาซึ่งแบ่งได้เป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้
๑. หลักในการจัดการศึกษา
๒. หลักในการเลี้ยงลูก
๓. หลักในการทำงาน
๔. หลักในการดำเนินชีวิต

๑. หลักในการจัดการศึกษา
ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า
๑.๑ จุดเริ่มต้นของการทำการศึกษาพุทธปัญญา คือ การพัฒนาตนเอง
การทำการศึกษาพุทธปัญญานั้นต้องเริ่มต้นที่ตนเอง ไม่ใช่มุ่งที่จะพัฒนานักเรียนเพียง อย่างเดียว เราสามารถพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนานักเรียนได้ ดังนั้น คุณครูทุกคนจึงควรมีเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองไปพร้อมกันกับนักเรียน เพราะผู้ที่เราควรจะทำความรู้จักให้มากที่สุดก็คือตัวเราเอง ในอดีตที่ผ่านมา เราไม่เคยเรียนวิชาใดที่ทำให้เราได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเรื่องโลกภายนอก แต่ไม่เคยได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องโลกภายในเลย การที่เรารู้จักตนเองมีประโยชน์ตรงที่เราจะได้รู้ว่า เรามีข้อดีอะไรที่ควรรักษาไว้และทำให้ดียิ่งขึ้น เรามีข้อด้อยอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ข้อดีอะไรที่เรายังไม่มีและควรทำให้เกิดขึ้น รวมทั้งสิ่งไม่ดีไม่งามที่เราไม่เคยมีและควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเพียร ๔
นี่คือบทเรียนที่ทุกคนควรต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะหากมาเรียนรู้เอาเมื่อโตแล้ว ก็ย่อมยากที่จะแก้ไข ดังสุภาษิตที่ว่า ไม้แก่ดัดยาก หากเราได้ฝึกตนเองเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้เรากล้าที่ จะเผชิญหน้ากับตัวเอง เกิดความศรัทธาตัวเอง เมตตาตัวเอง และให้อภัยตัวเองได้ เมื่อเข้าใจตนเองแล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจและเมตตาผู้อื่น การที่เราจะทำให้ใครเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะขนาดตัวเราเองแท้ๆ ยังแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ยากเลย

๑.๒ มนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์ประเสริฐตั้งแต่แรกเกิด
แท้จริงแล้วมนุษย์จะประเสริฐได้ด้วยการฝึกและฝืนตนเอง มิฉะนั้นคนเราอาจจะไม่ต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉานที่ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ผู้ที่พยายามพัฒนาตนเองคือ ผู้ที่สามารถทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งๆ ที่ไม่ถูกใจ และสามารถฝืนใจที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้ใจปรารถนาจะทำ

๑.๓ การสร้างศรัทธาในตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
คนส่วนใหญ่มักจะรอกำลังใจจากผู้อื่นหรือสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตเพื่อทำให้ตัวเองเข้มแข็ง หากการศึกษาพุทธปัญญาเน้นการสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยการสร้างศรัทธาในตัวเองก่อน โดยไม่ต้องอาศัยผลจากการเรียนหนังสือเก่งเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะมีเด็กเพียงส่วนน้อยของแต่ละห้องเรียนเท่านั้นที่จะรู้สึกศรัทธาตัวเองได้จากเรื่องดังกล่าว แล้วเด็กส่วนใหญ่และพวกที่เรียนหนังสืออ่อนจะเป็นอย่างไร
การที่ผู้ใหญ่รอบข้างให้ความเชื่อมั่นในตัวเด็ก เปิดโอกาสให้เขาดูแลตนเอง เป็นที่พึ่งของตนเอง เช่น เดินถือกระเป๋าเข้าโรงเรียนเอง รับประทานอาหารเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น ช่วยงานบ้าน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผู้ใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กๆร่วมช่วยร่วมทำ จะช่วยให้เขาเกิดความภาคภูมิใจและเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่วิริยะความพากเพียรพยายามที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองทั้งในด้านชีวิตและการเรียน
หากผู้ใหญ่ให้ความสำคัญแต่เฉพาะด้านวิชาการ ตัดสินเด็กที่การอ่านออกเขียนได้ พูดภาษาอังกฤษได้ โอกาสที่เด็กส่วนใหญ่จะเกิดศรัทธาเห็นคุณค่าในตนเองจึงเป็นไปได้ยาก เราจึงพบเห็นวัยรุ่นที่สร้างปัญหามากมายเพราะเขาไม่เห็นค่าหรือศรัทธาในตนเอง เขาจึงพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่า คำชื่นชมของคนรอบข้างไม่มีค่า แต่เราจะชมอย่างไรโดยไม่ให้เขาหลงตัวเอง ความชื่นชมที่ถูกต้องนั้นจะต้องเป็นการชื่นชมในการกระทำหรือคุณธรรมที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่แค่ชมว่า “เก่ง” “ สวย” “ดี” เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความเก่ง ความสวยและความดีนั้น มีหลายด้าน เช่น เก่งวิชาการ เก่งวิถีชีวิต หรือแม้กระทั่งเก่งในการควบคุมอารมณ์
การที่เด็กได้มีโอกาสทำอะไรด้วยตัวเองในชีวิตประจำวันจึงเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการสร้างศรัทธาในตนเอง มากกว่าการเน้นที่ความเก่งทางวิชาการ เป็นเหตุปัจจัยที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินทองให้ไปเรียนพิเศษแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ “โอกาส”เด็กๆได้สร้างประโยชน์และความสุขในชีวิตประจำวัน อย่าทำให้เขาเป็น “ผู้ด้อยโอกาส”

๑.๔ บัณฑิตไม่เกี่ยวกับปริญญา
คำว่า “บัณฑิต” ไม่ได้หมายถึงผู้ที่เรียนจบปริญญาตรี โท หรือ เอก หากหมายถึงผู้ที่สามารถจัดการกับกิเลสได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ตราบใดที่เรายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส เรายังต้องขัดเกลาตนเองอีกมากมาย ท่านพุทธทาสเรียกการศึกษาที่ไม่ได้นำมาซึ่งการหลุดพ้น หากกลับเสริมสร้างกิเลสว่า “การศึกษาหมาหางด้วน” คือแข่งขันกันเสียจนหมาหางด้วนกลายเป็นเรื่องธรรมดา หมามีหางกลับกลายเป็นเรื่องประหลาด
การศึกษาที่แท้จริงนั้น จะต้องสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเอง เปี่ยมด้วยหลักการที่มั่นคง มีความใฝ่รู้ใฝ่ดี ใฝ่ความจริง และมีท่าทีของการเป็นนักศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งการเป็นนักศึกษาตลอดชีวิตนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องเก่ง เพียงแต่ให้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอให้ถึงที่สุดจนกว่าจะหมดลมหายใจ
หากการศึกษาในสมัยนี้ กลับทำหน้าที่เพียงเพื่อเตรียมเด็กไปสอบเข้าประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือสถาบันต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์ เพราะการศึกษาที่แท้จริงในทุกระดับต้องมีเป้าหมายและภารกิจหลัก คือ การสร้างให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เต็มศักยภาพของการพัฒนาทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เท่าที่เขาจะเป็นได้ ที่กล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า จะตั้งเป้าให้เด็กทุกคนบรรลุโสดาบันหรือเป็นพระอรหันต์ แต่เพื่อให้เขาได้รับการพัฒนาในทุกมิติของชีวิต ไม่ใช่ว่ามีความรู้มากมาย แต่ไม่สามารถใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้
นอกจากนี้ การศึกษาจะต้องช่วยให้เด็กมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวว่าเป็นเรื่องปกติ มีสุขแล้วก็สามารถมีทุกข์ได้ ทุกข์ก็เปลี่ยนแปลงเป็นสุขได้ ไม่ได้มีอะไรเที่ยงแท้ถาวรตลอดไป กัลยาณมิตรที่อยู่รอบตัวจะต้องเป็นผู้ชี้ชวนให้เขาสังเกตเห็นปรากฏการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้น เพื่อที่เขาจะได้มีความเข้าใจในชีวิตอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

๑.๕ หัวใจการศึกษาคือไตรสิกขา
หลักของการพัฒนามนุษย์ตามพระพุทธศาสนานั้น คือ หลักไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา หรือเรียกตามความเข้าใจทั่วๆ ไปว่า พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ในการพัฒนามนุษย์นั้น เราจะต้องพัฒนาทั้ง ๓ ด้านไปพร้อมๆ กัน ไม่สามารถแยกส่วนได้
ทั้งนี้ การพัฒนาเด็กในระดับอนุบาลและประถม เราต้องเน้นที่การสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามให้เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเขาก่อน เช่น การดูแลตนเอง รับประทานอาหารเอง แต่งตัวเอง การรู้จักประมาณในการบริโภค การเคารพกฎกติกาต่างๆ การพูดจาสื่อสารอย่างมีสัมมาคารวะ การรู้จักกาลเทศะ การมีคุณธรรม เป็นต้น หากเราไม่เริ่มสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามเหล่านี้ตั้งแต่แรก และปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่ดีงามเกิดขึ้นแทน จะเป็นการยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อเขาเติบโตขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องถามตัวเองว่า เราอยากให้ลูกหลานของเรา มีพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามอะไรบ้าง
การสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามนั้นจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่ด้วยการสั่ง แต่ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ผู้ใหญ่พูดหรือทำมีอิทธิพลอย่างมากต่อเด็ก หากคำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกัน จะทำให้เด็กเกิดความสับสน เพราะเด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ เขาเลียนแบบทั้งสิ่งที่เราต้องการให้เขาเป็น และสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการให้เขาเป็น เช่น เราไม่อยากให้เขาพูดปด แต่เมื่อมีคนโทรมาหา เรากลับให้เขาบอกว่าพ่อแม่ไม่อยู่ เป็นต้น
การพัฒนาพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามนี้เป็นการพัฒนาจิตใจไปด้วยพร้อมๆ กัน เช่น ถ้าเราฝึกให้เขารู้จักการให้บริการ คุณธรรมในเรื่องความมีน้ำใจ การเสียสละ และ การมีจิตสาธารณะ ย่อมงอกงามขึ้นตามมาด้วย
ส่วนการพัฒนาปัญญานั้น ผู้ใหญ่ต้องชวนเด็กๆคิด ชวนคุย ชวนตั้งคำถามอย่างสม่ำเสมอ เช่น รู้ไหมว่า ถ้าเราทำเช่นนี้แล้ว เรารู้สึกอย่างไร คนอื่นรู้สึกอย่างไร รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อตัวเราและคนรอบข้าง ทั้งในครอบครัวและชุมชน หากเราใช้วิธีบอกหรืออธิบาย เด็กอาจเบื่อที่จะฟังและอาจมองว่าเป็นการโดนสั่งสอนอยู่ตลอดเวลา เด็กอาจจะปิดการรับรู้ คือฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู ต้องมีสติหยุดตัวเองที่จะไม่อธิบายหรือให้คำตอบเร็วเกินไป มิฉะนั้นเราจะโทษเขาไม่ได้ที่เขาคิดไม่เป็นเพราะเขายังไม่ได้รับการฝึกที่ถูกต้อง กระบวนการคิดนั้นต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอเพราะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองหรือคิดได้เอง หากผู้ใหญ่ไม่คอยตั้งคำถามเด็ก กระบวนการคิดก็จะไม่เกิด เด็กแค่ใช้ทักษะในการฟังเท่านั้น ซึ่งย่อมจะทำให้คนรุ่นต่อไปคิดไม่เป็น

๑.๖ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล หากเป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของจักรวาลเท่านั้น ความพยายามที่จะเอาชนะและตักตวงจากธรรมชาติ เป็นความคิดที่อันตรายทั้งต่อธรรมชาติและต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง เพราะแท้ที่จริงแล้ว ธรรมชาติมิได้ดำรงอยู่เพื่อรับใช้มนุษย์ หากธรรมชาติดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลมนุษย์และสรรพสิ่ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ทั้งผองจะต้องดูแลเกื้อกูลธรรมชาติเช่นเดียวกัน
โรงเรียนทอสีจึงนำเสนอวิชา “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือ Butterfly Effect ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญมาก เพราะเป็นการบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม การงาน อาชีพ เทคโนโลยี หลอมรวมเข้าไปถึงภายในจิตใจของผู้เรียน ให้ตระหนักว่าเราเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างไร ทำไมแค่การเด็ดดอกไม้จึงสะเทือนถึงดวงดาวได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ย่อมมีผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อตัวเองและคนรอบข้างเสมอ และบางครั้งอาจจะส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ทั้งใบก็ได้ ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์เรากำลังคิดและเดินผิดทาง ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน หันกลับมาดูแลโลกใบนี้อย่างจริงจัง ช่วยกันทำให้โลกใบนี้อยู่รอดเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป จึงจะนับได้ว่า โลกรอดได้เพราะเรากตัญญูต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง
๑.๗ หนี้ศักดิ์สิทธิ์นั้นสำคัญนัก
คนเราต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยประคบประหงมดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งโตพอที่จะทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่เมื่อคลอดออกมาแล้ว ก็สามารถหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองได้เลย บุคคลที่อยู่รอบข้างที่ช่วยดูแลเราจึงไม่ใช่มีหน้าที่เลี้ยงดูเราแต่ฝ่ายเดียว หากท่านเป็นผู้ที่มีบุญคุณมหาศาลต่อเรา ประหนึ่งหนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่เราทุกคนจะต้องตอบแทนบุญคุณ ด้วยการดูแลรับใช้ท่านเหล่านั้น โดยไม่ต้องคิดว่า รอให้เราโตเสียก่อน เราจึงจะตอบแทนพระคุณท่าน
การศึกษาพุทธปัญญาจึงต้องฝึกเด็กตั้งแต่เล็กๆให้เกิดพฤติกรรมคุ้นเคยในการตอบแทนบุญคุณอย่างง่ายๆ ด้วยการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของท่าน เช่น การดูแลตัวเองในเบื้องต้น การแต่งตัว จัดกระเป๋ามาโรงเรียนเอง และ ช่วยงานตลอดจนบริการท่านเท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น รินน้ำให้ บีบนวด หรือช่วยงานบ้านอื่นๆ เช่น ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่โรงเรียนสอนและพยายามนำลงสู่วิถีชีวิตที่บ้านเพื่อความสอดคล้องเพื่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงาม มิฉะนั้นเด็กจะเข้าใจว่า ฉันคือศูนย์กลางของจักรวาล ทุกคนมีหน้าที่จะต้องดูแลรับใช้ฉัน ทำตามที่ฉันต้องการ เด็กจะมองสิ่งที่พ่อแม่และคนรอบข้างทำให้ว่าเป็นหน้าที่ ไม่ได้มองภาพความเป็นจริงว่าฉันอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใคร จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะทำให้เขาเห็นความจริงตรงนี้และชิงสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงาม คือความอ่อนน้อมถ่อมตน แทนการสร้างอัตตาตัวตนที่นำมาซึ่งความไม่สงบสุขแก่ตนเองและครอบครัว

๑.๘ ธรรมชาติคือครู
ในการศึกษาทั่วไป คำว่าครู หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ในการสอนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนสามารถเป็นครูได้ พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก พนักงานรปภ.สามารถเป็นครูในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย พนักงานขับรถเป็นครูเรื่องการขับรถที่ดีและเรื่องเส้นทางต่างๆ แม่ครัวก็เป็นครูในการสอนทำอาหารได้ หากเรามองทุกคนเป็นครูของกันและกัน ความรู้สึกต่ำต้อยย่อมไม่เกิดขึ้น และทุกคนจะมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกดูถูกดูแคลนย่อมมลายหายไป
นอกเหนือจากครูที่หมายถึงบุคคลแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราถือว่าเป็นครูอาจารย์ของเราได้ สิ่งนั้นคือ ธรรมชาติ ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์เราไม่สามารถอยู่เหนือธรรมชาติได้ เราต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน การเป็นคนเมืองในยุคนี้ บางครั้งทำให้เราหลงลืมตัวไปว่า เราคือนายเหนือทุกสิ่ง เราสามารถใช้แค่ปลายนิ้วกดปุ๊บ ทุกอย่างก็เป็นไปตามสั่ง แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในป่าในเขา เราไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นธรรมชาติจึงเป็นเสมือนครูอาจารย์ที่ดียิ่งของเราที่ทำให้เราไม่ลืมตัว

๑.๙ สิ่งใดคือความเจริญที่แท้จริง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวข้าพเจ้าเองและเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ด้วยเข้าใจคำว่า “ความเจริญ”ในมิติทางโลกวัตถุเมื่อเราพูดว่า “ประเทศนั้นเจริญนะ” ย่อมหมายถึงการมีตึกรามบ้านช่องสวยงาม มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีรถยนต์ยี่ห้อหรูๆ เต็มท้องถนนไปหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วความเจริญนั้นมีหลายมิติ หากลองใคร่ครวญให้ดี จะเห็นว่าความเจริญไม่ได้จำกัดอยู่แต่ด้านวัตถุภายนอกเพียงอย่างเดียว ยังมีความเจริญด้านใน คือความเจริญงอกงามทางจิตใจและปัญญาอีกด้วย
พุทธศาสนามักจะถูกโจมตีมาก ในคำสอนที่ให้คนมีความสันโดษ ว่าทำให้ชาติไม่เจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่น พระพุทธองค์ไม่ได้ให้เราปฏิเสธความเจริญทางวัตถุ คำว่า สันโดษ ไม่ได้หมายความว่า ให้พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แล้วงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราไม่สันโดษในกุศลธรรม ไม่สันโดษในสิ่งที่ดีงาม หากเรามุ่งทำความเจริญด้านนอก โดยละเลยการพัฒนาคุณธรรมต่างๆให้งอกงาม พระองค์ทรงไม่สรรเสริญ เพราะความเจริญนั้นอาจจะนำไปสู่ความเสื่อมสลายในที่สุด
ชีวิตคนเรานั้นเมื่อถึงเวลาตายเราไม่สามารถจะนำแม้เศษสตางค์แดงเดียวติดตัวไปภพภูมิหน้า มีเพียงสิ่งเดียวที่จะติดตัวเราไปคือ อริยทรัพย์ ซึ่งก็คือคุณงามความดีทั้งหลายที่จะติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ เราทุกคนจึงควรต้องหันมาเพิ่มพูนอริยทรัพย์ของเราเพื่อเป็นเสบียงให้แก่เราในภพต่อๆไป นี่แหละคือความเจริญที่แท้จริงที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก ทำให้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ข้าพเจ้ามักจะพูดคุยกับนักเรียนว่า ร่างกายของเด็กนักเรียนเติบโตขึ้นทุกวัน สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วจิตใจของเขาสูงขึ้น กว้างขึ้น หรือเข้มแข็งมั่นคงไปพร้อม ๆ กับความเติบโตของร่างกายหรือไม่ ถ้าตัวโตแต่ขี้ใจน้อย หวั่นไหวง่าย ทุกข์ง่าย สุขยาก นั่นย่อมแสดงว่าเขาเจริญเติบโตเพียงกาย แต่ใจไม่ได้เจริญเติบโตไปด้วย การศึกษาที่โรงเรียนทอสีจึงให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาจิตใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนากาย
หากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมองเห็นความสำคัญของมิตินี้ จึงจะเข้าใจว่าควรต้องลดเนื้อหาสาระวิชาลง และเพิ่มเวลาให้กับการพัฒนาด้านในซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

๑.๑๐ วิธีการสร้างเหตุที่ถูกต้อง
สิ่งที่เราต้องระวังให้มากในฐานะผู้จัดการศึกษา คือ เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การศึกษาที่แท้จริงนั้นคืออะไร หากเราไม่เข้าใจ เราอาจจะกลายเป็นผู้ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับสังคม หรือที่เรียกว่าเป็น part of the problem แทนที่จะเป็นผู้แก้ปัญหา คือเป็น part of the solution
การศึกษาที่แท้จริง ไม่ใช่จัดขึ้นแค่เพื่อให้คนมีความรู้ แต่ต้องทำให้เราทุกคนเป็น นักศึกษาชีวิต เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ดี ใฝ่ความจริง ใฝ่สร้างสรรค์ มีความเป็นนักศึกษาตลอดชีวิต คิดวิเคราะห์เป็น สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์และความสุขแก่ตนเองและผู้อื่นได้
การทำการศึกษาที่แท้จริงจึงเป็นมากกว่าการเรียนหนังสือ แต่ต้องเป็นการทำชีวิตให้เป็นการศึกษาและทำการศึกษาให้เป็นชีวิต

๑.๑๐ ความฉลาดมี ๔ ด้าน
ที่ผ่านมาคนมักจะมองความฉลาดเพียงด้านเดียว คือ ด้าน IQ (Intelligence Quotient) หรือความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนหนังสือ ต่อมาจึงพบว่า ยังมีความฉลาดด้านอื่นๆ ที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญ เช่น EQ (Emotion Quotient) หรือความฉลาดในด้านอารมณ์ เพราะมีคน เก่งมากมายที่ไม่สามารถเอาชนะความโกรธความเกลียดได้จนถึงกับต้องฆ่าตัวตายหรือฆ่าคนอื่นตาย แล้วจึงตามมาด้วย MQ (Moral Quotient) ความฉลาดในเรื่องคุณธรรม เพราะหากมีความรู้มากแต่ไม่มีคุณธรรม ก็จะใช้ความรู้นั้นไปในทางที่ผิดๆ เช่น การคอร์รัปชั่น การทำร้ายสังคมได้อย่างมากมายในหลายมิติ

พระพุทธศาสนามีหลักการชัดเจนว่า มนุษย์เราต้องพัฒนาตัวเองให้มีความฉลาด ๔ ด้าน
ด้านที่หนึ่ง ความฉลาดในการสัมพันธ์กับตนเอง กับปัจจัย ๔ กับธรรมชาติ และกับเทคโนโลยี สัมพันธ์กันอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดผลร้ายต่อตนเอง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เช่น บริโภคอย่างไรจึงจะไม่กลับมาทำร้ายตนเอง ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เป็นทาสของเทคโนโลยี นั่นคือ เป็นผู้ที่กินเป็นอยู่เป็น ดังคำกล่าวของพระพรหมคุณาภรณ์ที่ว่า การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น
ด้านที่สอง ความฉลาดด้านการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม มีวินัยต่อตนเองและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผู้ที่สื่อสารเป็น
ด้านที่สาม ความฉลาดในการฝึกจิตให้มีสติตื่นรู้มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ประมาท สุขง่ายทุกข์ยาก เป็นผู้ที่สุขเป็น
ด้านที่สี่ ความฉลาดในการใช้ชีวิต ใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ แก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้ เป็นผู้ที่คิดเป็น ดังนั้น การมองความฉลาดของมนุษย์ที่ผ่านมา จึงต่างโดยสิ้นเชิงจากการมองความฉลาดของมนุษย์ในสายตาของพระพุทธเจ้า

การศึกษาที่ผ่านมา เราเน้นแต่ให้ร่างกายแข็งแรง เรารู้ว่าจะออกกำลังกาย และรับประทานอาหารอย่างไรให้ร่างกายแข็งแรง แต่เราอาจไม่ได้นำลงสู่ชีวิต เรียนก็เรียนไป แต่การบริโภคจริงในชีวิตจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกับการสัมพันธ์กับธรรมชาติและเทคโนโลยี หากเราเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติจริง เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติ

ส่วนเรื่องการสัมพันธ์กับคนในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารกับผู้อื่นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกทักษะในการเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ใช่เพียงการสอนภาษาที่เน้นความถูกต้องของไวยากรณ์เท่านั้น
การเรียนที่ผ่านมาเราแยกส่วนการเรียนในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสอบได้ โดยที่เรายังไม่ได้มุ่งที่จะนำเอาความรู้นั้นมาใช้ ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจังในชีวิต การศึกษาด้านในซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมย่อมประเมินได้ยาก เราจึงไม่สนใจในเรื่องนี้ และการศึกษาที่ผ่านมาก็ให้น้ำหนักกับสิ่งที่วัดได้ง่าย จึงทำให้การพัฒนามนุษย์ขาดความสมดุล จึงสมควรแก่เวลาที่เราจะต้องหันกลับมาร่วมด้วยช่วยกันทำให้เป็นการศึกษาที่พัฒนาทุกด้านของชีวิต

๒. หลักในการเลี้ยงดูลูก
๒.๑ พ่อแม่คือผู้แสดงโลก
การจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กนั้น ทางโรงเรียนกับผู้ปกครองต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของโรงเรียนโดยลำพัง
แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียนโดยตรง จริงอยู่ที่เราสามารถแบ่งเวลาในหนึ่งวันออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งนั้นใช้ไปกับการพักผ่อนนอนหลับ อีกส่วนหนึ่งเรียนรู้อยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนจึงมีหน้าที่จัดการศึกษาอย่างเป็นทางการให้กับนักเรียน แต่เวลาที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง คือเวลาที่เด็กอยู่กับผู้ปกครองหรือคนดูแลที่บ้านหรือในสถานที่ ๆ ได้รับการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ หากสิ่งที่เด็กเรียนรู้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียนที่โรงเรียน เราจะเห็นการพัฒนาของเด็กได้อย่างชัดเจน แต่หากการจัดการศึกษาที่บ้านขัดแย้งกับการจัดการศึกษาที่โรงเรียน พัฒนาการจะเป็นไปอย่างล่าช้าจนเห็นได้ชัดเช่นกัน
ผู้ปกครองที่ไม่ต้องการสร้างความสับสนให้ลูก ควรศึกษาโรงเรียนหลายๆ แห่งเพื่อให้เข้าใจถึงนโยบายและแนวทางของโรงเรียนนั้นๆ อย่างจริงจัง เพื่อดูว่าเราต้องการการศึกษาแบบไหนให้กับลูกและครอบครัวและวิถีชีวิตเราเอื้อต่อแนวทางนั้นหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจเลือกโรงเรียน เพื่อไม่ให้เสียเวลาและเป็นการเปล่าประโยชน์ต่อทั้งผู้เรียนและผู้สอน
สำหรับการศึกษาพุทธปัญญานั้น ผู้ปกครองจะเชื่อและศรัทธาเพียงอย่างเดียวไม่พอ ผู้ปกครองจะต้องมีท่าทีของการเป็นนักศึกษาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปกครองจะต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ลงสู่การปฏิบัติ จริงในชีวิตประจำวันของครอบครัว ต้องพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะเห็นผลจริง

การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการนั้นแท้จริงแล้วสำคัญยิ่งกว่าการศึกษาแบบทางการ สิ่งที่พ่อแม่พูด ทำ คิด มีผลต่อชีวิตของลูก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจสอนลูก แต่ลูกเรียนรู้ไปด้วย หากผู้ปกครองให้ความสำคัญด้วยการทบทวนอย่างสม่ำเสมอว่า เรากำลังทำอะไร อยากให้อะไรเป็นมรดกกับลูกของเรา การแสดงโลกของพ่อแม่ซึ่งเป็นครูคนแรกของลูก ก็จะเป็นการทำด้วยสติและปัญญามากขึ้น

๒.๒ การช่วยที่ถูกต้องคือต้องไม่ช่วย
ทำไมเด็กไทยมักจะแสดงออกว่าตัวเองไม่เก่ง สู้เด็กประเทศอื่นไม่ได้ นั่นเป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่ได้ฝึกให้เขาเป็นที่พึ่งของตนเองใช่หรือไม่ เราคิดว่าเขายังเล็ก ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ผู้ใหญ่จึงพยายามช่วยเหลือเขาทุกๆ ด้าน พร้อมกับพร่ำบอกตัวเองว่า ไว้รอให้เขาโตเสียก่อน ค่อยทำสิ่งนี้สิ่งนั้นด้วยตัวเอง
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเปลี่ยนมโนทัศน์ใหม่ ยิ่งเด็กได้ฝึกดูแลตัวเองมากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้เขามีศรัทธา มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และมีความเคารพในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสนับสนุนให้เขาพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จนเป็นที่พึ่งของตนเองได้อย่างแท้จริง
คนสมัยนี้นิยมเลี้ยงลูกแบบเพื่อน ทั้งๆ ที่ลูกไม่ใช่เพื่อน แต่เราสามารถให้ความเป็นเพื่อนแก่ลูกได้ การฝึกหรืออบรมลูกหลานด้วยการข่มขู่หรือตีแบบผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าจะทำให้เขากลัว เด็กคนนั้นจะงดทำสิ่งที่ไม่ดีเฉพาะเวลาที่เขาอยู่ต่อหน้าบุคคลที่เขากลัว ซึ่งเป็นวิธีที่ปรับพฤติกรรมเขาได้แค่ชั่วคราว หากผู้ใหญ่มีความเมตตาซึ่งประกอบด้วยปัญญา ทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องผิดถูกไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เป็นบทเรียนสำหรับเราที่มีโอกาสได้คิดวิเคราะห์ปัญหา ได้พิจารณาถึงผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อโลกใบนี้ร่วมกัน จะทำให้เขาเข้าใจและหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างผู้มีปัญญา

๒.๓ ทำไมคนไทยชอบทำตามใจตัวเอง
ดังวลีที่ว่า “ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของระเบียบวินัย กลับมองเป็นข้อห้ามข้อบังคับ จึงทำให้อึดอัดที่จะอยู่ภายใต้วินัยนั้น และพยายามที่จะไม่ปฏิบัติตาม
ในอดีตที่ผ่านมา เรามองว่าที่คนไทยไม่สร้างสรรค์เพราะการเลี้ยงดูแบบ “ผู้ใหญ่ถูกเสมอ” คือเมื่อผู้ใหญ่พูดหรือสั่งอะไร เด็กก็ต้องทำตาม เด็กๆ จึงรู้สึกเก็บกด ทำให้ต่อมาเมื่อเขากลายเป็นพ่อแม่ จึงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือการปล่อยลูกให้อิสระจนเอาไม่อยู่
แต่หากมองว่า วินัยเป็นเครื่องมือในการจัดสรรโอกาสที่จะทำให้เขาได้ฝึกตัวเอง เพื่อให้พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างสงบสุข มองวินัยเป็นเรื่องปกติของชีวิต แม้แต่สังคมของสัตว์เดรัจฉานก็ยังมีกฎกติกามารยาทตามธรรมชาติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะต้องช่วยกันรื้อฟื้นความเข้าใจที่ถูกต้อง และทำให้วินัยกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต เชื่อว่าสังคมไทยจะมีระเบียบวินัยมีความสุขสงบร่มเย็นมากขึ้น
๓. หลักในการทำงาน
๓.๑ ทำงานคือการปฏิบัติธรรม
พระอาจารย์ชยสาโรสอนข้าพเจ้าว่า “การทำงานกับคน ไม่มีวันที่เราจะสบายใจได้ว่าจบแล้ว สำเร็จแล้ว ดีที่สุดแล้ว มันมีขึ้นมีลง การเป็นครูเป็นอาชีพที่ดูที่ผลงานไม่ค่อยได้ แต่ให้เราดูที่ตัวงานว่างานคือผล ผลที่เกิดขึ้นกับเรา ผลที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่มาเกี่ยวข้อง
ที่ว่างานคือผล คืองานที่ทำด้วยความตั้งอกตั้งใจ ด้วยการเสียสละ ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา สิ่งเหล่านี้คือผล เราทำด้วยความขยัน เราก็ได้ความขยันเป็นผล เราทำด้วยความเสียสละ เราก็ได้ความเสียสละเป็นผล เราทำด้วยสติด้วยปัญญา เราก็ได้สติได้ปัญญาเป็นผล”
หากเราพิจารณาให้ดีว่าการทำงานไม่ใช่แค่เพื่องาน แต่เพื่อการพัฒนาชีวิต จะทำให้เรามีปีติ มีพลังที่จะทำงานในแต่ละวันอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับตัวเองและผู้อื่น เสมือนเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งก็ว่าได้

๓.๒ ธรรมนำประชาธิปไตย
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าประชาธิปไตย คือที่สุดแห่งระบอบการปกครอง แต่หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และไม่ได้ยึดถือความถูกต้องและความดีงามเป็นหลักใหญ่แล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมพาสังคมไปจนถึงความเสื่อมและล่มสลายในที่สุด
หลักในการบริหารและการปกครองที่ยั่งยืนนั้น ผู้นำต้องยึดหลักธรรมาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความดีงาม ไม่เห็นแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากผู้นำทรงไว้ซึ่งศีลและธรรม ให้เกียรติผู้น้อย สร้างความมีส่วนร่วมในการทำงานของทุกฝ่าย มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การบริหารและการปกครองนั้นย่อมนำมาซึ่งความเจริญและความสงบสุขอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ระดับครอบครัว สังคม ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ

๓.๓ การปวารณา การขอขมาคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร
สำหรับคำว่า “ปวารณา” นั้น ข้าพเจ้าอาจจะรู้ความหมายตามพจนานุกรมแต่ไม่เคยรู้ว่าคำ ๆนี้เราใช้อย่างไรในชีวิตประจำวัน
โดยความเป็นจริงแล้ว หากเราศึกษาให้ดีจะพบว่า ระบบอาวุโสในสังคมไทยนั้น นอกจากผู้น้อยจะปวารณาตนกับผู้อาวุโสให้รับเป็นภาระที่จะดูแลว่ากล่าวตักเตือนได้แล้ว ผู้ใหญ่เองก็ต้องปวารณาตัวกับผู้น้อยเช่นเดียวกัน ให้ผู้น้อยได้ทำหน้าที่ให้เสียงสะท้อน ซักถามได้หากมีข้อสงสัย ข้อข้องใจหรือบอกกล่าวสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ

การปวารณาตนต่อกันจึงมีความสำคัญมากที่คนในชุมชนควรน้อมมาปฏิบัติ ทำให้เกิดขึ้นจริงในสังคม เพราะถ้าเราทำด้วยความเข้าใจจริงๆ จะเกิดประโยชน์กับชีวิตมหาศาล
ส่วนการขอขมานั้น สมัยก่อนตอนข้าพเจ้าเป็นนักเรียน หากได้ยินว่าเด็กคนใดต้องไป ขอขมาครู ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ปั่นป่วนไปทั้งโรงเรียน เช่นเดียวกัน การขอขมาก็ถือเป็นอีกพิธีกรรมที่สำคัญมากที่ช่วยทำให้ใจเรา ไม่ติดค้างกัน โดยปกติผู้น้อยหากทำอะไรผิดพลาดก็ต้องขอขมาผู้ใหญ่ ในทางกลับกัน หากผู้ใหญ่ทำอะไรพลาดพลั้งต่อผู้น้อย ผู้ใหญ่ก็ต้องขอให้ผู้น้อยอโหสิให้ด้วยเช่นเดียวกัน

ท่านอาจารย์ชยสาโรสอนข้าพเจ้าว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ใหญ่หรือผู้บริหารต้องทำตามหน้าที่ ซึ่งบ่อยครั้งอาจจะขัดใจผู้น้อย ทำให้ผู้น้อยไม่พอใจหรือไม่สบายใจ เราสามารถขอโทษ ขออโหสิได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องและต้องทำ แต่เพียงเพราะเรารู้ว่าเขาไม่สบายใจ การที่ผู้ใหญ่ยินดีขอโทษผู้น้อย ย่อมแสดงให้เห็นถึงการไม่พยายามเอาชนะคะคานกัน แต่เราทำด้วยความปรารถนาดีต่อเขาอย่างจริงใจ
การขออโหสิจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้เสียหน้าหรือเสียศักดิ์ศรีเพราะโอกาสที่เราจะพลาดพลั้งหรือทำให้ใครไม่สบายใจมีอยู่เสมอ เราจึงถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ลดอัตตาตัวตนลงและได้พัฒนาตัวเองด้วยการสำรวมกาย วาจา ใจ ของเราให้ดี การปวารณาการขออโหสิ จึงควรรื้อฟื้น ให้กลับมาสู่สังคมไทย

๔. หลักในการดำเนินชีวิต
๔.๑ เราเกิดมาทำไม
สมัยก่อนข้าพเจ้าคิดเพียงว่า เราเกิดมาเพื่อเรียนหนังสือให้ดี เข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ได้งานดีๆ อยู่ในตำแหน่งสูงๆ รับเงินเดือนมากๆ มีสามีและลูกที่น่ารัก สร้างครอบครัวที่อบอุ่น นี่คือเป้าหมายชีวิต ขยับไปอีกหน่อยก็เกิดมาเพื่อใช้กรรม ส่วนเรื่องการบรรลุธรรมนั้นไม่ได้อยู่ในหัวสมองเลยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคนี้
ครั้นเมื่อได้ศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้น ทำให้เข้าใจแล้วว่าเราเกิดมาในชาตินี้เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นควบคู่กันไป ส่วนเรื่องการบรรลุธรรมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ คนเรานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนแบบนี้ไปตลอดชีวิต มนุษย์เรามีศักยภาพสูงมากที่จะพัฒนาตัวเองให้หลุดพ้นจากกิเลสได้ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง ขอให้เรามีความเพียรพยายามที่ไม่หยุดยั้ง เจ้าชายสิทธัตถะได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วว่า มนุษย์สามารถที่จะบรรลุธรรมได้

๔.๒ มนุษย์ต้องเคารพซึ่งกันและกัน
ความเข้าใจของคนในสังคมทุกวันนี้คือ ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ ผู้ด้อยการศึกษาต้องเคารพผู้มีการศึกษา ผู้ไม่มีอันจะกินต้องเคารพผู้มีอันจะกิน
แต่ในการจัดการศึกษาพุทธปัญญา เราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่า เราทุกคนต่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อนผู้เกลียดทุกข์ รักสุข ด้วยกันทั้งสิ้น เราต้องเคารพความเป็นมนุษย์และให้เกียรติทุกคน เชื่อในพลังความดีของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการภารโรง แม่บ้าน คนสวน ชาวนา พ่อค้าแม่ขาย เราจะไม่ดูถูกเหยียดหยามกัน เราจะไม่แบ่งชนชั้นวรรณะกัน เพราะจะนำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม

ฉะนั้น ที่โรงเรียนทอสี เด็กหรือผู้น้อยไม่ใช่ต้องเคารพผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว ผู้ใหญ่ก็ต้องเคารพผู้น้อยด้วย ข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงการยกมือไหว้แสดงความเคารพ แต่เป็นการเคารพในความเป็นมนุษย์ เคารพในความคิดความรู้สึกของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะอ่อนวัยกว่าหรือฐานะทางการเงินหรือสังคมด้อยกว่าก็ตาม
ส่วนบุคคลในสังคมทั่วไปที่ได้ทำสิ่งเลวร้ายต่อผู้อื่น การประณาม การด่าว่า การสาปแช่ง ซึ่งไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพียงแต่สะใจผู้กระทำและผู้มีอารมณ์ร่วมเท่านั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้และต้องทำคือการสร้างความหวังดี ความปรารถนาให้เขาได้กลับใจ ให้เขารู้ผิดชอบชั่วดี และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น การกระทำแบบนี้เป็นโอกาส ให้เราได้ฝึกขัดเกลาจิตใจของเราให้สูงขึ้น
หากเราต้องการสังคมที่สงบสุข มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การแสดงออกซึ่งความเคารพกันในเบื้องต้นนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราฝึกการเป็นผู้รับฟังความคิดความรู้สึกของผู้อื่นอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ด่วนสรุปตัดสิน เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถสร้างสัมพันธภาพที่งดงามขึ้นได้
พลังของความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันนี้ เป็นพลังที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่พลังแห่งการทำลายล้างกัน จะช่วยทำให้สังคมสงบร่มเย็นอย่างแน่นอน

๔.๓ กัลยาณมิตรมีค่ามากกว่าคำว่าเพื่อน
เมื่อข้าพเจ้าเริ่มทำโรงเรียนใหม่ๆ หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจทำไม่ถูกต้อง และหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เราไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ทำให้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าควรจะเข้าไปเตือนเขาดีหรือไม่ แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาและเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่ากัลยาณมิตร ข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า เมื่อเราเห็นผู้ใดกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะให้เสียงสะท้อนเพื่อเป็นการเตือนสติแก่เขาผู้นั้นด้วยเมตตาและปัญญา ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องขัดใจหรือทำให้เขาไม่พอใจบ้าง เพราะกัลยาณมิตรไม่ใช่ผู้ที่จะทำเฉพาะแต่ในสิ่งที่เขาถูกใจหรือพอใจอย่างเดียว หรือห่วงภาพพจน์ตัวเองกลัวเขาจะไม่ชอบไม่รักเรา
หากเรามองทุกคนเหมือนเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ความปรารถนาดีย่อมแผ่ขยายไปในวงกว้างมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ญาติสนิทมิตรสหายเท่านั้น นี่คือโอกาสแห่งการพัฒนาคุณธรรม ความกล้าหาญความเมตตาที่ประกอบด้วยปัญญาให้งอกงามขึ้นในจิตใจของเรา
คนส่วนใหญ่ปรารถนาเพื่อนแท้เพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกัลยาณมิตรต้องทำหน้าที่นำพาเพื่อนให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะด้านความคิดและจิตใจ เพื่อให้เขาเป็นที่พึ่งของตนเองได้ กัลยาณมิตรที่แท้จึงมีค่ามากกว่าคำว่าเพื่อน

๔.๔ การสื่อสาร “เป็น” คืออะไร
ทุกวันนี้เราสับสนเรื่องการสื่อสารอย่างมาก ถามความรู้สึกกลับตอบความคิด ถามความคิดกลับตอบความรู้สึก การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องสามารถพาผู้สื่อสารให้สามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นคืออะไร การศึกษาต้องทำให้เราฉลาดที่จะสื่อสารอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ถูกกาลเทศะ ที่สำคัญยิ่งผู้สื่อสารต้องสื่อสารด้วยใจที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ มีเป้าหมายที่จะสร้างประโยชน์ต่อผู้พูดและผู้ฟัง
พระพุทธองค์ทรงให้หลักในการสื่อสารดังนี้
สิ่งที่เป็นความจริง และมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นที่รักที่พอใจของผู้ฟัง ให้เลือกเวลา
ที่จะพูด
สิ่งที่เป็นความจริง แต่ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นที่รักที่พอใจของผู้อื่น ก็ไม่ต้องพูด
สิ่งที่ไม่เป็นความจริง และไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นที่รักที่พอใจของผู้อื่น ก็ไม่ต้องพูด

นี่คือหลักที่เราควรจะต้องจำไว้ใช้ในการพิจารณาเพื่อช่วยให้เรามีสติสัมปชัญญะในการสื่อสารอย่างมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อชีวิตที่ดีงาม

๔.๕ การแข่งขันที่เราควรส่งเสริมคืออะไร
โรงเรียนทั่วไปเมื่อมีการสอบหรือการประเมินความรู้ความสามารถ ก็มักจะจัดอันดับการเรียนหรือการให้คะแนนเรียงจากมากไปจนถึงคะแนนน้อยที่สุดหรือสอบไม่ผ่าน ถือเป็นเรื่องปกติ และโดยธรรมชาติคนเรามักชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าหากเราเปรียบเทียบกับคนที่เก่งกว่า รวยกว่า สวยกว่าและอื่นๆอีกมากมาย บางคนก็ฮึดสู้ พยายามแข่งดีแข่งเด่น บางคนก็ท้อแท้ ยอมแพ้ตั้งแต่ยกแรก หากเราเปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า เราก็จะมีกำลังใจ หรือไม่ก็ทำให้เราประมาท การเปรียบเทียบแบบนี้มีแต่ทำให้จิตใจเราขึ้นๆลงๆ
ฉะนั้น การเปรียบเทียบแบบใด จึงจะเป็นการเปรียบเทียบที่สร้างสรรค์และควรจะเป็นนั่นคือการเปรียบเทียบตัวเราเองในวันนี้กับเมื่อวันวาน หรือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ว่าเราพัฒนาอะไรขึ้นบ้างและอะไรที่ยังไม่พัฒนา พิจารณาเหตุและปัจจัยของการพัฒนาและไม่พัฒนา การเปรียบเทียบแบบนี้จะทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งต่างจากการเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ที่ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งไม่เข้าใจ
พระพุทธองค์จึงไม่แนะนำให้เราเปรียบเทียบตัวเรากับผู้อื่นเพราะแต่ละคนย่อมสร้างเหตุปัจจัยมาต่างกัน การแข่งกับตัวเองโดยมุ่งพัฒนาเหตุปัจจัยให้ตนเองมีคุณภาพดีขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมอย่างยิ่ง
๔.๖ วาสนาสร้างเองได้*
โบราณกล่าวว่า แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ ในความเป็นจริงนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า “วาสนาก็คือความเคยชิน ตั้งแต่ของจิตใจ ตลอดจนการแสดงออกที่กลายเป็นลักษณะประจำตัว ใครมีความเคยชินอย่างไรก็เป็นวาสนาของคนนั้น คนไทยชอบพูดว่าวาสนาแข่งไม่ได้ แต่พระบอกว่าให้แก้ไขวาสนา ปรับปรุงวาสนา เพราะมันอยู่ที่ตัวเราที่สร้างมันขึ้นมาเอง การแก้ไขอาจจะยากเพราะความเคยชินนี่แก้ยาก แต่ก็แก้ได้ปรับปรุงได้ ถ้าเราทำก็จะมีผลดีต่อชีวิตมากมาย”
ท่านให้เราจำไว้เลยว่า “วาสนามีไว้แก้ไข ไม่ใช่มีไว้แข่งขัน” เราจึงไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาและวาสนา
*โดยพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต

๔.๗ หลักธรรมนำชีวิต
๔.๗.๑ ความอดทนเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
ความเจริญของเทคโนโลยีทำให้เรามองข้ามคุณธรรมข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับคนรุ่นใหม่ เร็วคือดีและมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่มีความจำเป็นต้องอดทนรอคอย เราได้ทุกอย่างมาอย่างง่ายดาย เราจึงไม่ได้มีโอกาสพัฒนาคุณธรรมด้านความอดทน และดูถูกดูแคลนว่าไม่มีความจำเป็น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรในชีวิตที่จะได้ดั่งใจเราทุกประการ เห็นได้ชัดจากปัญหาการหย่าร้างที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม
ดังนั้น เราทุกคนจึงควรต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการพัฒนาความอดทน เพราะเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่งต่อการดำเนินชีวิตในทุกยุคทุกสมัย

๔.๗.๒ ศีล ๕ สำคัญต่อชีวิต
เมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ ประชากรนับถือพุทธศาสนากว่า ๙๐% แต่น้อยคนนักที่จะถือศีล ๕ ข้าพเจ้าเองก็เป็นชาวพุทธ ก่อนหน้าที่จะได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นความสำคัญของศีล ๕ ไม่เคยคิดว่ามีความจำเป็นต้องถือศีล ๕ เป็นหลักชีวิต แต่เมื่อได้เริ่มศึกษาพุทธศาสนา จึงทำให้เข้าใจว่าศีล ๕ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ถ้าทุกคนในชุมชนไม่คิดที่จะทำร้ายกัน ลักขโมย แย่งสามีหรือภรรยา ทำผิดเพราะความอยากได้ พูดปดส่อเสียดเพ้อเจ้อ นินทา และเสพสิ่งเสพติดที่บั่นทอนสติสัมปชัญญะ โดยถือหลักความเมตตากรุณา ความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ความพอดี ความรักความจริง ความสามัคคี และการพัฒนาสติและปัญญาเป็นหลักชีวิต ย่อมทำให้ชุมชนเล็กๆ ตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงสังคมมีความสงบสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะศีล ๕ คือบทฝึกพื้นฐานในการที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราจะต้องหันกลับมาช่วยกันรณรงค์ให้ชาวพุทธทั้งหลายเห็นความสำคัญของศีล ๕ กันอย่างจริงจัง

๔.๗.๓ ละชั่วทำดียังไม่พอ
ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์นั้น มนุษย์เราจะละชั่วและทำดี ๒ อย่างนี้ยังไม่เพียงพอ เราต้องทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ไม่ขุ่นมัว เพราะจิตที่ใสเป็นบุญ จิตที่ขุ่นเป็นบาป คนส่วนใหญ่มักคิดว่าฉันดีแล้ว ฉันไม่รังแกใคร ใครเดือดเนื้อร้อนใจฉันช่วยเหลือเต็มที่ ฉันเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วหากเรามีจิตขุ่นมัว หงุดหงิดง่าย เรากำลังทำร้ายหรือเบียดเบียนตัวเอง และเรากำลังส่งพลังลบให้แก่คนรอบข้าง
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เราสามารถพัฒนาจิตให้มั่นคงแข็งแรงไม่หวั่นไหวแม้จะเผชิญกับเรื่องที่ไม่ถูกใจ ดังที่พระอาจารย์ชยสาโรเปรียบว่า “กระทบแต่ไม่กระเทือน” หากเราทุกคนมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและรักษาใจให้ผ่องแผ้วได้ตลอดเวลา เราและคนที่อยู่ใกล้ชิดก็จะมีความสดชื่นเบิกบานและถือเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอย่างยิ่ง

๔.๗.๔ ทุกข์ต้องกำหนดรู้
เมื่อเราประสบกับความทุกข์ เราต้องหาสาเหตุแห่งทุกข์ และแก้ที่เหตุแห่งทุกข์ เช่น เด็กมาสาย และถูกครูลงโทษ เราต้องกำหนดรู้ว่าเด็กมาสายคือทุกข์ และการที่ครูแก้ทุกข์ด้วยวิธีการลงโทษนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น สาเหตุของการมาโรงเรียนสายมีมากมาย อาจจะเป็นที่ตัวเด็กเองเข้านอนดึกทำให้เวลาในการนอนไม่เพียงพอ ก็ต้องแก้ด้วยการให้นอนเร็วขึ้น หรือเป็นที่ผู้ปกครองไม่รักษาเวลาก็ต้องปรับแก้ที่ผู้ปกครอง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือปัญหาการจราจรในปัจจุบัน การออกระเบียบมากมายแต่ไม่ฝึกคนให้มีวินัย ปัญหาก็ไม่อาจหมดไป เพราะเรามักจะเผลอไปแก้ที่พฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุมากกว่าแก้ที่สาเหตุของพฤติกรรมนั้นๆ ชาวพุทธจึงต้องฝึกที่จะหยุดและใคร่ครวญว่าสาเหตุที่แท้จริงของทุกข์นั้นคืออะไร และแก้ให้ตรงจุด ถือเป็นวิธีการแห่งปัญญา

๔.๗.๕ สัมมาทิฏฐิคือกระดุมเม็ดแรก
การสร้างสัมมาทิฏฐิหรือความคิดที่ถูกต้องดีงามเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การดำเนินชีวิตตามทางสายกลางของชาวพุทธ และเป็นข้อแรกของอริยมรรคมีองค์ ๘ ครูบาอาจารย์จึงสอนเราอยู่เสมอว่า จงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นพฤติกรรม จงระวังพฤติกรรม เพราะพฤติกรรมจะกลายเป็นนิสัย จงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นเครื่องตัดสินชีวิต
สัมมาทิฏฐิจึงเปรียบเหมือนกระดุมเม็ดแรกของชีวิต หากติดถูกตำแหน่งตั้งแต่เริ่มต้น เม็ดต่อๆ ไปก็ยากที่จะผิดพลาด

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า การทำการศึกษาพุทธปัญญาตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา ทำให้ข้าพเจ้า ได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์มากมายมหาศาลที่ล้ำค่ายิ่งต่อชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งไม่สามารถจะถ่ายทอดทั้งหมดลงในบทความนี้ได้และยังมีสาระความรู้อีกมากมายที่ข้าพเจ้า ยังจะต้องพากเพียรศึกษาด้วยความตั้งอกตั้งใจ อย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเรื่องโลกภายในของตนเอง
ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ชัดว่า การศึกษาพุทธปัญญา ทำได้จริง มีผลสัมฤทธิ์ที่งดงามจริง ไม่ล้าสมัย แต่กลับนำสมัย หรือจะเรียกได้ว่าล้ำสมัยทุกกาลทุกเวลาก็ว่าได้ และเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะเป็นระบบการศึกษาที่สมบูรณ์ที่สุดที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชีวิตของเราทุกคน
ข้าพเจ้ามั่นใจว่าการศึกษาพุทธปัญญาคือหนทางแก้ไขปัญหาของสังคมที่จะได้ผลสูงสุดอันจะนำมาซึ่งสันติภาพและสันติสุขอย่างยั่งยืนทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและผู้คนทุกชาติทุกภาษา แก่ผืนแผ่นดินนี้และแก่โลกของเรา