เตรียมตัวสู่รั้วมัธยม

มาต่อกันเลยจาก fb นะคะ พี่ข้าวทิพย์ พรรษชล วิไลหงส์ ม.๕ มาแตร์ฯ พี่เซ๊นท์ ธิดา โอภาสรังสรรค์ ม.๒ ปัญญาประทีป พี่เก่ง กิตติภัค สืบสงวน ม.๑ เซนต์ดอมินิค พี่พานิก้า พาร์ณิกา ชูแสง ม.๑ สาธิต มศว. อินเตอร์ฯ พร้อมแบ่งปันชีวิตในรั้วมัธยมแล้ว

ครูรุจ : ตอนอยู่ทอสี กิจกรรมใดที่ประทับใจคะ

พี่ข้าวทิพย์ : ชอบการสวดมนต์ของทอสีเพราะพอออกจากโรงเรียนไป เราจะไม่มีโอกาสได้สวดมนต์ทุกวันเหมือนตอนอยู่ที่นี่เลยค่ะ มันฝึกให้เรามีสติ คิดให้รอบคอบก่อนทำ

ครูรุจ : ความแตกต่างระหว่างอยู่ทอสีกับอยู่ชั้นมัธยม

พี่ข้าวทิพย์ : ทอสีเราสามารถออกความคิดเห็นได้ ทุกคนฟังเรา ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ แต่ที่

มาแตร์มีการจัดตำแหน่งการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้อยู่แล้ว เราก็อาจไม่มีโอกาสทำสิ่งที่อยากทำ ส่วนตัวหนูอยู่ที่ไหนก็ต้องปรับตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกคนต่างกัน ตอนอยู่ทอสีไม่ได้เจอปัญหาหนักเท่าไหร่เพราะคุณครูใส่ใจ ช่วยกันแก้ไข แต่พอขึ้นมัธยมเหมือนเราอยู่คนเดียว เราต้องคิดด้วยตัวเอง ทุกสังคมมีโลกที่สวยงามและไม่สวยงามอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับปัญหาได้อย่างไร การเจอปัญหาถือเป็นเรื่องดีมากเพราะเป็นภูมิคุ้มกัน ครั้งหน้าเราจะรู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร

พี่เซ๊นท์ : ครูทอสีตามงาน แต่ที่ปัญญาประทีป เราต้องจัดการตัวเองถ้างานค้างก็ติด 0 ติด ร ค่ะต้องปรับตัวเยอะเพราะเป็นโรงเรียนประจำ อยู่ห่างพ่อแม่

พี่พานิก้า : เพื่อนที่ รร. ใหม่บางคนโดดสวดมนต์เพราะเค้าไม่เห็นความสำคัญ แต่เราไม่โดด หนูได้เรียนรู้ว่าคนเรามาจากหลายสังคม เราต้องปรับตัวและรู้จักเลือกคบเพื่อน เค้าอาจถูกสอนมาต่างจากเรา จึงไม่ควรไปว่าเค้า เราบอกเค้าตรงๆ ไม่ได้ว่ามาสวดมนต์สิ ได้บุญนะ เค้าย่อมไม่เข้าใจ แต่หนูโน้มน้าวให้เค้าไปสวดมนต์ว่า เราจะได้อยู่กับเพื่อน คุยกับเพื่อนนะ ตอนนี้ทุกคนในห้องก็ลองมาสวดมนต์ตามหนูค่ะ

พี่เก่ง : มัธยมต้องจัดสรรเวลา การบ้านเยอะ เรียน ๙ คาบตั้งแต่ ๘.๕๐-๑๖.๔๐ น. ถ้ามีงานค้าง รร.ไม่ให้จบม.๑ นะครับ ต้องขยันขึ้น พร้อมรับภาระหนักและเราต้องผ่านไปให้ได้  ตอนอยู่ทอสีได้เป็นตัวของตัวเอง สนุกกับเพื่อนๆ

ครูรุจ : ทุกคนอยู่ทอสีมาตั้งแต่อนุบาล-ป.๖ ข้อธรรมที่ท่านชยสาโรเคยสอนข้อใดที่เรายังใช้อยู่คะ

พี่เก่ง : คุณธรรม ๑๒ ประการ อดทนใจสู้

พี่พานิก้า : คุณธรรม ๑๒ ประการ ศีล ๕ และอดทนใจสู้ เราต้องทำให้ได้ ทุกคนก็เคยผ่านวิชานี้มาเราก็ต้องผ่านให้ได้ และหนูใช้ศีล ๕ ในการเลือกเพื่อนค่ะเพราะถ้าเพื่อนพาไปโกหก ไปนินทา มันก็ไม่ดีค่ะ

พี่เซ๊นท์ : ขยันก็เรียน ขี้เกียจก็เรียนค่ะ

พี่ข้าวทิพย์ : มีสติ รู้คิดรู้ทำ สังคมใหม่ สิ่งเร้าเยอะ เราต้องมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ไม่ตามกระแส เราคบทุกคนเป็นเพื่อนได้แต่ก็รู้ว่าคนไหนที่เราสนิทด้วยจริงๆ สบายใจที่จะอยู่ด้วย

ครูแนน : พี่ๆ มีอะไรจะฝากน้องๆ ในการเตรียมตัวสู่รั้วมัธยม

พี่ข้าวทิพย์ : เตรียมตัวเองให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะได้เป็นคนเลือกโรงเรียน ไม่ใช่โรงเรียนเลือกเรา

พี่เซ๊นท์ : อยากให้น้องๆ เตรียมตัวเตรียมใจให้ดี ปรับทัศนคติในใจ ดีกับเพื่อนๆ ไว้เพราะไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่

พี่พานิก้า : อยากให้น้องๆ เลือกไว้หลายๆ โรงเรียนและจัดลำดับไว้ด้วย เราจะได้เตรียมตัวถูก สมมติมันสอบใกล้ๆ กัน ถ้าโรงเรียนเข้ายากๆ เราก็ควรเตรียมตัวไว้เนิ่นๆ ค่ะ

พี่เก่ง : เลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับเรา

คุณพ่อ : เด็กๆ พูดได้ดีมากนะครับ อยากทราบเกณฑ์ในการเลือกโรงเรียน

พี่ข้าวทิพย์ : หนูเลือกมาแตร์เพราะมีแผนการเรียนดนตรีค่ะเพราะตรงกับความชอบและทักษะ

ของเรา แต่ปัจจุบันหนูไปได้ดีกับการเรียนภาษาจีนจึงไปสายภาษา ส่วนดนตรีหนูอยากให้เป็นงานอดิเรกค่ะ

พี่เซ๊นท์ : ตัวเลือกแรกของหนูคือปัญญาประทีปค่ะ น้องๆ ทุกคนควรคิดเองค่ะว่าอยากไปโรงเรียนไหน เลือกโรงเรียนให้เหมาะกับบุคลิกความเป็นเรามากที่สุด ดูว่าโรงเรียนนั้นมีดีอย่างไรแล้วเอาไปเสนอพ่อแม่ โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่รับฟังหนูทุกอย่างค่ะ

พี่พานิก้า : เลือกโรงเรียนที่เราอยู่แล้วแฮ็ปปี้เพราะหนูอยากเข้าอินเตอร์อยู่แล้ว ชอบภาษาอังกฤษมากและอยากเรียนภาษาอื่นๆ ด้วย

พี่เก่ง : ส่วนตัวผมอยากเรียนอะไรที่ได้ความรู้มากๆ จึงเลือกโรงเรียนที่เน้นวิชาการ รู้ว่ามันยากก็จริงแต่ผมจะผ่านมันไปให้ได้ครับ

คุณพ่อ : แล้วการเตรียมตัวไปสอบเราหาข้อมูลยังไง ต้องเรียนพิเศษไหม

พี่เก่ง : ผมหาทาง Youtube ทางเน็ต เรื่องที่ยากๆ มาดู อ่านหนังสือมากๆ ติวข้างนอกด้วยตอน ป.๖ เทอม ๑ ถ้าย้อนเวลาได้ก็อยากติวตั้งแต่ ป.๕ ครับ

พี่พานิก้า : เรียนกวดวิชา ๒ เดือนเต็ม เป็นหลักสูตรที่สอนเพื่อเข้าโรงเรียนนี้โดยเฉพาะค่ะ เรียน ๓ วิชาคือ วิทย์ฯ คณิต อังกฤษ  ที่สาธิต มศว อินเตอร์ ภาษาอังกฤษสอบข้อเขียน ฟังและพูดค่ะ ส่วนวิทย์ฯ คณิตสอบข้อเขียน กังวลวิชาวิทย์ฯ เพราะตอนติวเค้าติวทั่วไป แต่พอเจอข้อสอบกลับเจาะลึกเรื่องเดียว

พี่เซ๊นท์ : หนูอ่านเอง และมีไปติวกับครูที่สอนหนูตั้งแต่เด็กค่ะ เน้น ๒ วิชาหลักคือวิทย์กับคณิต ตั้งแต่ ป. ๕ เทอม ๒  ปัญญาประทีปเน้นสอบสัมภาษณ์ค่ะ

พี่ข้าวทิพย์ : หนูเรียนพิเศษภาษาอังกฤษอยู่แล้ว มาแตร์ไม่มีสอบเข้ามีแต่ยื่นใบสมัครกับสอบสัมภาษณ์ ซึ่งหนูยื่นมาตั้งแต่ ป. ๔-๖ เลยค่ะ เค้าจะดูเจตจำนงของเรา มาแตร์เน้นภาษาอังกฤษเหมือนเรียนอินเตอร์ค่ะ

พี่เก่ง : ตอนสอบสัมภาษณ์ ผมทำไม่ทัน นึกว่าจะไม่ได้แล้ว แต่สอบได้เฉยเลยเพราะ

เซนต์ดอมินิคดูใบเกรดของโรงเรียนเก่าด้วยครับ โชคดีว่าตอนอยู่ทอสีได้คะแนนดี ส่วนที่ได้อยู่ห้อง Gifted นั่นผมไปสอบอีกทีครับ

คุณแม่ : อยากถามน้องที่อยู่ปัญญาประทีปว่าเทอมแรกที่ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้างคะ

พี่เซ๊นท์ : กิจกรรมเยอะมากจนทำให้เราไม่คิดถึงบ้านค่ะ รุ่นพี่เป็นกัลยาณมิตร ที่นั่นเป็นบ้านหลังที่ ๓ ของหนู เพื่อนทุกคนก็พยายามปรับตัวเข้าหากัน รุ่นหนูไม่ค่อยโฮมซิคแต่รุ่นน้องร้องไห้เยอะค่ะ พวกเราก็ช่วยกันปลอบ หนูคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ พระอาจารย์ชยสาโรก็บอกให้ระลึกถึงแทนค่ะ

คุณพ่อ : เท่าที่ฟังดูเหมือนจะหนีการติวไม่พ้นใช่ไหมครับ ถ้าจะไปสอบเข้าโรงเรียนอื่น

พี่เก่ง : ศึกษาโรงเรียนที่เราจะเข้าว่าเรียนแบบไหนแล้วเราก็ติวแบบนั้น ถ้าเรียนแค่พื้นฐานอาจจะเข้าไม่ได้ครับ

พี่เซ๊นท์ : สำหรับหนูไม่สำคัญขนาดนั้นค่ะ เราหนีพ้นได้ถ้ามีฉันทะมากพอในการอ่านหนังสือเอง

พี่พานิก้า : ขึ้นอยู่กับโรงเรียนที่เราจะไปค่ะ ถ้าสายวิชาการอัดแน่นก็อาจจะต้องติว แต่ถ้าเราเรียนเก่งพอและเลือกโรงเรียนที่ไม่เน้นวิชาการก็หนีพ้นค่ะ

พี่ข้าวทิพย์ : การเรียนพิเศษเป็นการฝึกความมั่นใจ ฝึกทำข้อสอบก่อน เวลาเจอข้อสอบจริงจะได้ไม่ตกใจ

คุณแม่ : เรียนภาษาอังกฤษแค่ที่ทอสีเพียงพอไหมหากลูกจะสอบเข้าอินเตอร์

พี่พานิก้า : ถ้าเรียนกับครูที่พูดอังกฤษชัดมากๆ ก็จะเพียงพอสำหรับสอบ listening & speaking แต่ถ้าสอบข้อเขียนควรติวเพิ่มนึดนึง อาจจะติวกับคุณพ่อคุณแม่หรืออ่านเองก็ได้ค่ะ ไม่ถึงกับต้องไปกวดวิชา ส่วนตัวหนูติวแบบไปฝึกคุยกับเจ้าของภาษามากกว่าค่ะ เป็นการฝึก listening & speaking  ตอนหนูสอบสัมภาษณ์จริง เค้าจะแบ่งเป็นห้องเรียนต่างๆ หนูได้เข้าห้องเรียน history เค้าก็จะถามว่ารู้อะไรบ้าง เราก็ตอบได้เลย เหมือนเรานั่งคุยกับเจ้าของภาษา ๕ นาที เค้าก็จะให้คะแนนว่าเราฟังดีไหม พูดติดขัดอะไรไหม

พี่เซ๊นท์ : ที่ทอสีปูพื้นฐานโอเคค่ะสำหรับ listening & speaking

พี่ข้าวทิพย์ : รุ่นหนูคิดว่าไม่พอค่ะ แต่รุ่นน้องโชคดีได้เรียนกับครูเจ้าของภาษา

คุณพ่อน้องพานิก้า : ขอเสริมนิดครับ ช่วงต้นทอสีได้ปลูกฝังเรื่อง Phonics ซึ่งมีการออกเสียงการสะกดค่อนข้างดี เสียดายนิดนึงที่โรงเรียนมาใช้ PJ Method ตอนลูกจะออกแล้ว ผมเคยอ่านเจอว่าเด็กๆ ถ้าได้เรียนกับเจ้าของภาษา ให้คุ้นชินกับการฟังและโต้ตอบ วันหนึ่งที่เค้าหัดพูดมันจะออกมาเอง หลักสูตรที่ทอสีดีครับ แต่เราอาจจะติวเสริมให้ลูกมั่นใจมากขึ้นหากต้องไปสอบแข่งขัน

คุณพ่อ : ชีวิตการเรียนแต่ละวันของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้างครับ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

พี่เก่ง : ผมเริ่มเรียน ๘.๕๐ น. เช้าเรียน ๒ คาบพัก ๑๕ นาทีแล้วเรียนต่ออีก ๒ คาบ บ่ายเรียน ๕ คาบจะได้พักตอนคาบที่ ๓  วิชาวิทย์ฯ เคมี เรียนห้องแล็บ

พี่พานิก้า : วิชาแรกเริ่ม ๘.๑๐ น. อินเตอร์จะเดินเรียน ต้องตรงเวลา เรียน ๒ คาบพัก ๑๕ นาทีแล้วเรียนต่ออีก ๒ คาบ กินกลางวันพักอีก ๑ ชม. บ่ายเรียนอีก ๒-๓ คาบค่ะ

พี่เซ๊นท์ : กิจกรรมประจำวันเริ่มตี ๕.๑๕ น. ตื่นมาเปลี่ยนชุดวิ่ง ตี ๕.๓๐-๖.๓๐ ไปวิ่ง กลับหออาบน้ำ ออกหอตอน ๗.๑๐ กินข้าว ๗.๒๐-๗.๕๐ เข้าแถว ๗.๕๕ ขึ้นศาลา สวดมนต์ทำวัตรเช้า โฮมรูม เรียน ๒ คาบ พักแล้วเรียนอีก ๒ คาบ กินข้าวเที่ยง บ่ายเรียนอีก ๒ คาบ พักแล้วคาบสุดท้ายคือกีฬาค่ะ

พี่ข้าวทิพย์ : เริ่ม ๗.๒๐ คือการสวดภาวนา เรียนคาบแรกตอน ๗.๔๕ เรียน ๓ คาบ พัก ๑๕ นาที เรียนอีก ๒ คาบ พักเที่ยง ๕๐ นาที บ่ายเรียนอีก ๓ คาบ เลิกเรียนตอนบ่าย ๓.๓๕ ค่ะ

คุณแม่ : อยากถามคุณพ่อคุณแม่น้องๆ ว่าเรามีส่วนขนาดไหนในการช่วยแนะนำเรื่องเรียนต่อ ลูกเลือกยังไง เราเลือกยังไง สุดท้ายมันจบลงตรงไหนค่ะ

คุณพ่อน้องเก่ง : ส่วนตัวผมเลือกโรงเรียนใกล้บ้านก่อน อย่างโรงเรียนสาธิตจะมีให้คะแนนความสามารถพิเศษด้วยตอนสอบเข้า ตรงนี้เราต้องศึกษาด้วย ข้อดีของเซนต์ดอมินิคคือใกล้บ้าน ที่นี่ค่อนข้างดูเกรดของโรงเรียนเก่า ผมจะเน้นเวลามีพวก Pre-test ต่างๆ ลูกต้องไปสอบเพื่อป้องกันความตื่นเต้น บางคนไม่เคยไปลองสอบอาจจะตื่นเต้น ทำไม่ทัน

คุณพ่อน้องพานิก้า : เกณฑ์แต่ละโรงเรียนต่างกัน จริงๆ บ้านผม พ่อแม่อยากให้ลูกเข้าปัญญาประทีป เผอิญลูกชอบว่ายน้ำ ชอบอินเตอร์ เราไม่อยากขัดขวางความฝันลูก เลยมาลงตัวที่สาธิต มศว อินเตอร์ซึ่งมีทีมว่ายน้ำที่แข็งเหมือนกัน  แนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่มีอันดับ ๑ แล้วควรมี ๒-๓ รองรับด้วย

คุณพ่อน้องเซ๊นท์ : ลูกผมเรียนปัญญาประทีป โชคดีรู้ผลตั้งแต่ ตค. ถ้าอยากส่งลูกไปที่นี่ พ่อแม่มีส่วนสำคัญมากครับ ลูกผมไม่ค่อยติว อ่านหนังสือเองที่บ้าน เราไม่เครียดเรื่องสอบเท่าไหร่ แต่เราต้องเตรียมใจเรื่องลูกอยู่กับเราทุกวัน วันหนึ่งเค้าหายไป แต่ไม่น่ากลัวครับ พระอ.ก็บอกว่า อย่าไปมองจุดเล็กๆ ให้มองจุดใหญ่ว่าลูกจะได้อะไรบ้าง วันนึงลูกต้องไปอยู่แล้ว เวลาเราไม่ได้อยู่กับลูก เราคิดถึงเค้า เค้าคิดถึงเรา พอมาเจอกันมีความสุขมากๆ นะครับ ผมเตรียมโลกอีกใบเพื่อให้เค้าดูแลตัวเอง เค้ามีสังคมที่ดี ผมอยากสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่ที่จะส่งลูกไปที่นั่น ลูกไม่ต้องเผชิญรถติด ได้วิ่งตอนเช้า ไม่ต้องโตในรถ

คุณพ่อน้องฮัคกี้ : ผมเป็น FC ปัญญาประทีป ฮัคกี้ตอนจบป.๖ ที่ทอสี ไม่เก่งวิชาการแต่เก่งวิชามนุษย์คือการสนทนากับคนอื่น ผู้ใหญ่ทุกคนที่ได้คุยกับเค้าจะชมว่าเค้าฉลาดในการเจรจา จริงๆ ลูกผมสอบเตรียมพัฒฯ กับสาธิตรามฯ ได้ แต่ผมมองว่าลูกอาจไม่มีความสุขหากไปสายวิชาการ ผิดกับสังคมทอสีกับปัญญาประทีปที่ทุกคนสำคัญหมด  ถึงวันนี้ลูกอยู่ม.๔ ผมคิดว่าผมเลือกถูก ลูกผมมีความสุขมากและขอบคุณที่พ่อให้อยู่ที่นี่ แต่ตอนม.๑ ก็มีปัญหาเรื่องปรับตัวนะครับ เคยขอย้ายโรงเรียนเหมือนกัน ผมก็อธิบายจนลูกเข้าใจ วันหนึ่งพอเค้ามีฉันทะก็ทำเกรดดีขึ้นเรื่อยๆ จาก ๒.๔ ไปถึง ๓.๘ ได้เอง

ครูนุช : บางโรงเรียนจะดูคะแนน O-Net บางที่ก็ไม่ดู ทอสีมีติว O-Net ตอนเช้าเพื่อฝึกทักษะให้เด็กมีความพร้อมในการทำข้อสอบ คะแนน O-Net สามารถนำมาคิดเป็นเกรดเฉลี่ย พวกโรงเรียนสพฐ.หรือโรงเรียนที่เก่งวิชาการก็พิจารณาจากเกรด O-Net ด้วย แต่ถ้าเข้าสาธิตประสานมิตร/ปทุมวัน พวกนี้จะไม่ดู  สาธิตปทุมวันจะสอบสังคม ไม่สอบภาษาอังกฤษ  สาธิตประสานมิตรสอบภาษาอังกฤษ ไม่สอบสังคม